พวกเราคือเพื่อนกลุ่มคนเล็กๆ ที่พบเจอกันโดยมิได้นัดหมาย ณ "โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์"
โรงเรียนที่ ณ ตอนนั้น สภาพทางกายภาพไม่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียน ตอนนั้นห้องเรียนเป็นแบบ "Knock-down" ที่อาศัยพื้นที่วัดไร่ขิงด้วยความเมตตาของเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง
หอพักชาย ที่มีสภาพทางกายภาพที่ไม่น่าจะเป็นหอพัก ใช่ มันคือ "เล้าไก่" ที่แฝงตัวอยู่ภายในรั้วของโรงเรียนวัดไร่ขิง
เพื่อนๆ "รุ่นสี่" มีทั้งที่ได้รับโควต้าจากโรงเรียนในจังหวัดของตัวเอง และที่ผ่านจากการสอบคัดเลือกเข้ามา พวกเราจึงมีเพื่อนมาจากหลากหลายจังหวัดมากๆ
ผมเป็นหนึ่งในเด็กโควต้า และต้องอยู่หอพัก เล้าไก่ ร่วมกับเพื่อนอีกส่วนหนึ่ง
จำได้ว่าวันแรกๆที่มาเจอโรงเรียนของเรา โอ่วจอร์จ มันผิดกับโรงเรียนเก่าที่แม้จะอยู่บ้านนอกอย่างลิบลับ แต่เราก็สนุกกันดี
ผมซึ่งเคยอยู่สบายอย่างที่ไม่ต้องทำอะไรเองเลย ก็ได้มาพิสูจน์การเอาตัวรอดและการใช้ชีวิตแบบเด็กหอ ที่ทำให้ตัวเองโคตรจะแกร่งขึ้น
วันเวลาผ่านไป ผมจำได้ว่าตอนเช้าๆของทุกวัน จะมีเสียงผ่านไมค์ กระจายเสียงไปทั่วบริเวณวัดไร่ขิง โรงเรียนวัดไร่ขิง เสียงนั้นจะเริ่มด้วยคำว่า "ที่นี่... ที่วัดไร่ขิง....." นั่นแหละคือเสียงท่านเจ้าอาวาสที่เมตตาให้เรามาใช้พื้นที่ของวัด น้ำ ไฟ ของวัด
ผมจำได้สนิทใจว่าที่หอพักเล้าไก่นั้น มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่มันมาจาก ภปร.
พวกมันสร้างความปวดกบาลให้ผมไม่มากก็น้อย ไอ้เก่ง ไอ้จ้อยที่มันจะขอแลกเตียงนอน เพื่อที่มันจะได้นอนใกล้กัน แล้วก็ยังมีไอ้ฟลุค ไอ้ยอด
ที่สำคัญพวกมันจะพกเอาคำศัพท์เทพแบบแปลกๆมาให้กระทบหูอยู่เสมอ
"แป๊ะเด่า"ที่แปลว่างก, "โชว์กล้ามดาก"ที่แปลว่าเบ่ง อวด, และอื่นๆ
วันเวลาผ่านไป พวกเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น เด็กหอกลุ่มนี้ก็มักจะทำกิจกรรมร่วมกัน มีวีรกรรม วีรเวร เช่น เราชอบไปยึดสนามบาสเด็กวัดไร่ขิง เล่นบาสกันแบบไม่ใส่รองเท้า ตีนเรามักจะบวมปูดเป็นน้ำใสๆ ประจำ พอเล่นบาสเสร็จเราก็ดิ่งตรงกันไป กินข้าวที่ร้านข้าวร้านสุดท้าย ที่หน้าโรงเรียนวัดไร่ขิง เพื่อไปแอบดูพี่ๆหอพักหญิงที่มักจะมากินข้าวกันเป็นกลุ่ม เป็นกิจวัตรแบบนี้แทบจะประจำทุกวัน พี่ๆอ่านมาถึงตรงนี้ไม่ต้องตกใจ หากเคยไปกินข้าวร้านสุดท้ายนั้น คุณได้ตกเป็นเหยื่อทางสายตาของพวกเราเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ได้แต่มองกันไป
ช่วงเสาร์ อาทิตย์เรามีอิสระมากมาย ที่จะไปนอกหอได้ เพราะไม่มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด แต่เราก็รักษากติกาที่จะกลับมาตรงเวลา ตอนนั้นห้างเดอะมอลล์บางแค ฟิวเจอร์พาร์คบางแค เพิ่งจะเปิดใหม่ๆ มีโรงหนังแบบหลายโรงอยู่ที่เดียวกัน เป็นที่ตื่นตามากๆ
เช้าวันหนึ่ง เป็นอีกวันนึงที่แสนจะธรรมดา เรามายืนรอไปกินข้าวที่หน้าหอพักชาย
เราก็มีการคิดที่จะตั้งชื่อกลุ่มแบบสนุกๆ ถ้าจำไม่ผิดมีคนเสนอคำว่า Kite แล้วก็มีคนต่อว่า Kiter ที่แปลกันเอาเองว่า "คนเล่นว่าว"
นั่นแหละพวกเรา Kiter ที่ยังคบกันมาจนทุกวันนี้ แม้ว่าจะห่างกันไปบ้างด้วยภาระของงาน และการเรียน
พวกเราก็มักจะเป็นคนที่พูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เรามักจะไม่มีสาระในคำพูด เราจะกวนตีนกันตลอดเกือบจะทุกคำที่พูดไป เรามักจะแกล้งเพื่อนๆเด็กหอเสมอ
พวกเรานำโดย โจ้ ชอบที่จะอัดการเล่นกีต้าร์ร้องเพลง ของยูเอชที ลิฟท์ ออย ไปให้เด็กหอหญิงฟัง
พวกเราบางส่วนเป็นผู้ก่อตั้ง ชมรมดนตรี ที่มหิลวิทย์ ที่ศาลายา
พวกเราร่วมแสดงการเต้นรำที่สวมชุดถุงขยะในงานอำลาของเด็กหอ (พวกเราเมา) และร้องเพลงเล่นกีต้าร์บนเวทีปิดงาน เพลงนั้นก็คือ "รักเธอสุดหัวใจ"
พวกเราคือ kiter
|
ความจำดีจังนะมึง พี่หมวยเคน
['_' ]' แก๊งค์ไข่โต เน เวอร์ ลายย์ย์ย์
in my memories
-การเข้าร้านมาชมเพื่อซื้อถุงเท้าเป็นนิจ
-โรคในร่มผ้าที่ใครไม่เป็นถือว่าเอ๊าท์
- การตื่นขึ้นมาเพื่อฟังมาฟังเรื่องผีกลางดึกโดยบังเอิญเพราะมันมักจะมีคนเปิดวิทยุทิ้งไว้
-การทำความสะอาดหอกันอย่างบ้าคลั่งในวันที่หอหญิงจะมาตรวจ
-การประชุม สวดมนต์ ร้องเพลงสรรเสริญฯตอนกลางคืน ที่ครั้งหนึ่งต้องทำให้ ไปวิ่งรอบสนามบอลเป็นเพื่อนไอ้เก่ง 20 รอบ
-การอาบน้ำห้องน้ำรวม
-ร้านส่งผ้า ชื่อพี่หมวยเปล่าหว่าไม่แน่ใจ
-บรรยากาศเวลาที่เวลาเทศกาล มันจะมีบรรยากาศเฉพาะตัวบางอย่างที่ยากจะบรรยาย
-ตลาดนัดสุดสัปดาห์
-น้ำท่วม
-การแย่งการกินมาม่าตอนกลางคืน หรือพวกขนมของเพื่อนเวลาพ่อแม่ใครมาเยี่ยม อย่างดุเดือด
-แมลงเข้าหูแฉด ในเช้าวันเสาร์วันหนึ่ง
ู^
^
^
ใครมีความจำดีๆ มาเล่ากันอีก ชอบๆ
เหมือนคนแก่คุยกัน
['_ ' ]
Post new comment